นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ชาวพุทธจำเป็นต้องรู้หรือไม่?

ประเด็นปัญหาว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา กลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ชาวพุทธเราที่ต้องการจะหาคำตอบว่าเป็นเช่นไร ด้วยความที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงพยากรณ์ปัญหานี้ไว้ ยิ่งทำให้ชาวพุทธต่างพยายามจะค้นหาคำตอบว่านิพพานนั้นมีสภาพเช่นไรกันแน่?

ในการค้นหาคำตอบนี้ มีคนบางคนใช้ปัญหานี้สร้างวาทกรรมโดยประกาศว่า นิพพานเป็นอนัตตา เป็นความถูกต้องในพระพุทธศาสนาแล้ว ส่วนที่กล่าวว่านิพพานเป็นอัตตานั้นผิด เพราะสอนผิดไปจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นถือว่าไม่ใช่ชาวพุทธ!!! สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความแตกแยกในพระพุทธศาสนาเป็นผลตามมา

ตกลงแล้ว เราชาวพุทธต้องการสร้างมาตรฐานของชาวพุทธให้ผิดไปจากเดิมที่เคยมีมาก่อนหรือ…

ถ้าจะยึดตามนี้ ต่อไปคนทุศีลก็นับว่าเป็นชาวพุทธได้ เพียงแต่เชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตาก็พอ…

และคนที่มีศีล เข้าวัด ฟังธรรม ก็ไม่ใช่ชาวพุทธ ถ้าไม่เชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา…

จากแต่เดิมที่ปัญหานี้เป็นเพียงประเด็นปัญหาหัวข้อธรรมทางพระพุทธศาสนา กลับกลายเป็นประเด็นสร้างความแตกแยกไป เพราะความต้องการของคนบางคนที่ต้องการจะใช้ประเด็นนี้เป็นตัวชี้วัดความเป็นชาวพุทธ ใช้ตัดสินว่าใครเป็นชาวพุทธ หรือมิใช่ชาวพุทธ…

นั่นทำให้เราต้องย้อนกลับมาพลิกตำราพระไตรปิฎกดูใหม่ว่า ชาวพุทธเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นชาวพุทธต้องเชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตาหรือ?

ผลจากการค้นหาในพระไตรปิฏก ไม่พบเจอพระธรรมเทศนาบทไหนเลยที่บอกว่า เป็นชาวพุทธต้องเชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่ใช่ชาวพุทธแม้แต่ที่เดียว แม้คำสอนที่ว่านิพพานเป็นอนัตตานั้น ก็บันทึกในพระไตรปิฎกเพียงแค่ว่า “เป็นการวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา” เท่านั้น ไม่ได้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างที่เข้าใจกัน ปรากฏในพระบาลีว่า

“อนิจจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา
นิพฺพานญฺเจว ปญฺญตฺติ อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา” (วิ. ป. 8/826/224)
“สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา” (วิ. ป. 8/826/224)

เนื้อหาส่วนนี้ไม่ได้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า เพราะถ้าหากว่าพระพุทธองค์ตรัสบทนี้ไว้จริง ในพระไตรปิฎกก็จะต้องรจนานามของพระองค์ลงไปด้วย แต่ในเนื้อหาส่วนนี้ไม่ได้บันทึกไว้เลยว่าใครกล่าว (เข้าใจว่าน่าจะเป็นพระอรรถกถาจารย์รจนาลงไปภายหลัง แต่ไม่ทราบช่วงเวลาที่แน่ชัด)

อีกทั้งตามที่ปรากฏในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น ก็ไม่พบว่าพระพุทธเจ้าต้องทรงวินิจฉัยหัวข้อธรรมใดๆเลย เพราะพระองค์ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยธรรมจักษุ พระองค์สามารถนำหัวข้อธรรมมาแสดงได้ทันที การวินิจฉัยเพื่อทำความเข้าใจหัวข้อธรรมจึงไม่ใช่การกระทำของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน อย่างมากพระองค์ก็พิจารณาหัวข้อธรรม แต่ไม่ใช่ในลักษณะการวินิจฉัยตีความวิเคราะห์หาความหมาย เพราะพระองค์เข้าใจหัวข้อธรรมอย่างแจ่มแจ้งอยู่แล้วด้วยภาวนามยปัญญา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้การวินิจฉัยด้วยจินตมยปัญญา เหมือนกับปุถุชนทั่วไปอีกแล้ว

เราจึงพอสรุปได้ว่า คำที่ว่านิพพานเป็นอนัตตานั้น เป็นความเห็นที่เกิดขึ้นในภายหลัง ไม่ได้เป็นพระดำรัสโดยตรงของพระพุทธเจ้า

ดังนั้น ความพยายามที่จะยกคำว่านิพพานเป็นอนัตตามาเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงการพยายามที่จะเอามาแบ่งแยกตัดสินว่าใครเป็นชาวพุทธหรือไม่เลย

เพราะในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา แล้วผู้ที่หาญกล้ากล่าวแบ่งแยกว่านิพพานเป็นอนัตตาถูก เป็นอัตตาผิดนั้น จะวางตัวเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรืออย่างไร?

ประเด็นเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาเป็นได้เพียงปัญหาหัวข้อธรรมที่ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดเท่านั่นเอง หาใช่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่ใช้ตัดสินว่าใครเป็นชาวพุทธไม่

ชาวพุทธบางส่วนกำลังหลงประเด็นในเรื่องนี้อยู่ จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาไป เพราะอันที่จริงแล้ว แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือการละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้งต่างหาก นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ และมีปรากฏมาให้เราเห็นในพระไตรปิฏกอยู่มากมาย พระธรรมเทศนาทุกบทของพระองค์ล้วนเป็นไปเพื่อการละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส และนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุดที่จะทำให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป

ณ เวลานี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาเลย…

แต่เป็นเพราะชาวพุทธไม่ได้ปฏิบัติตนเพื่อไปสู่พระนิพพานมิใช่หรือ?

แทนที่จะมัวหาคำตอบว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา…
สู้ปฏิบัติตนให้เข้าถึงพระนิพพานไปเลย ไม่ดีกว่าหรือ?

แบบนี้ทำถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธแท้อย่างแน่นอน.

ปธ.ก้าวไปข้างหน้า

Advertisements