ตอนที่2 – “ใส่ร้ายป้ายสี”

กระบวนการยุติธรรมสมัยพุทธกาล:
คดีที่พระพุทธเจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร

ต่อจากตอนที่แล้ว เมื่อวัดเชตวันกลายเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม บุคคลในวัดทั้งหมดจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย

ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า…

ฝ่ายเดียรถีร์ได้แสดงศพของนางสุนทรีต่อพระราชา แล้วก็กล่าวหาพระพุทธเจ้าและพระสาวกว่า “พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่าปิดปากนางสุนทรี เพราะคิดจะปกปิดกรรมอันลามกของพระศาสดาของตน”

เมื่อรูปการณ์ออกมาเช่นนี้ พระราชาจึงอนุญาตให้เดียรถีร์ได้กระจายข่าวความจริงที่เกิดขึ้น (เข้าใจว่า น่าจะเป็นสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าทุกข์ในยุคนั้น ที่สามารถป่าวประกาศเรื่องราวของตนให้ชาวเมืองได้รับรู้) เดียรถีร์ทั้งหลายจึงเที่ยวโพนทะนา แฉข่าวนี้ไปทั่วเมืองสาวัตถี ทำให้ชาวเมืองสาวัตถีเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นฆาตกรฆ่านางสุนทรีจริง จึงด่าทอพระทุกรูปที่ตนเห็นทั่วทั้งเมือง (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เป็นด่าทางโซเชียลเนทเวิร์ค)

ถ้าเป็นในยุคปัจจุบันคงจะมีการจับพระเข้าคุกกันเป็นพัลวันอย่างแน่แท้ และก็คงสั่งให้สึกก่อน แล้วจึงทำการสอบสวนทีหลัง หากแต่พระราชาผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีในสมัยนั้น เป็นผู้ทรงธรรม ไม่ทรงรีบร้อนทำการโดยไม่ไต่สวน จึงทรงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปสืบสาวราวเรื่องให้ละเอียดเสียก่อน และตรัสสั่งให้ราชบุรุษคอยป้องกันศพของนางสุนทรีไม่ให้มีใครมาวุ่นวายอีกด้วย (ชวนให้น่าคิดว่า การชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตายอาจมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วก็เป็นได้ มิฉะนั้น จะทรงให้ราชบุรุษคอยเก็บรักษาศพไปเพื่ออะไร?)

และในระหว่างที่กำลังสืบสวนนี้ เคราะห์กรรมก็ตกอยู่ที่พระพุทธเจ้าและพระสาวก พวกท่านถูกชาวเมืองสาวัตถีทั้งหมด ยกเว้นเสียแต่พระอริยสาวก เที่ยวโพนทะนาด่าว่าพระกันหูดับตับแตก เอ๊ย!! ตับไหม้กันเลยไม่เว้นแต่ละวัน เพราะตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม เป็นเหตุการณ์วิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ในช่วงพระชนมชีพของพระพุทธองค์เลยทีเดียว

พระพุทธเจ้าจะทรงผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไรนั้น to be continue…

Cr. ปธ.ก้าวไปข้างหน้า
…………………….
https://www.facebook.com/karanee072/

Advertisements