ไม่เฉพาะแต่คนที่เสียชีวิตไปแล้ว  ขอยกตัวอย่างผู้ที่มีชีวิตอยู่นี่แหละ สมมุติว่าเราเองไปทำการค้าต่างประเทศได้กำไรมากจึงซื้อรถเก๋งงามๆ มา ๓ คัน คันแรกก็ตั้งใจจะเอามาให้พี่ชายคนโต ปรากฏว่าพี่ชายคนโตก่อกรรมหนักไว้ ไปค้าขายเฮโรอีนจึงต้องติดคุกตลอดชีวิต เราจะเอารถมาให้แต่พี่ชายรับไม่ได้เพราะติดคุก ก็เลยให้พี่สะใภ้และหลานๆ เอาไว้ใช้แทน นี่กรณีที่หนึ่ง กรณีที่สองขับรถคันที่สองจะไปให้พี่ชายคนรอง  ปรากฏว่ายังป่วยอยู่ เพิ่งจะลุกขึ้นเดินได้  ยังต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวอยู่ ส่งกุญแจรถให้  แต่พี่ชายยังขับรถไม่ได้ หายป่วยแล้วจะขับ  คนที่สามน้องเล็ก  แข็งแรงดี ขับรถก็เก่ง พอส่งกุญแจให้ กระโดดขึ้นรถ ขับไปเลย คนที่สามนี่เอารถไปใช้ได้
ญาติของเราที่ละโลกไปแล้วก็เหมือนกัน ถ้าใครทำกรรมหนักหนาสาหัส ชนิดฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพันอย่างนั้นล่ะก็  เราจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็ยากสักหน่อยที่เขาจะได้รับ  ต้องรอ  ญาติคนต่อๆ ไปนั่นแหละได้รับแทน  แต่ว่าถ้าคนไหนอยู่ในภาวะที่จะรับได้ เหมือนพี่ชายคนรองหรือน้องคนเล็ก เขาก็จะรับได้และก็จะมีสุขต่อไป เพราะฉะนั้น  ประการที่ ๒  ผู้ที่จะรับบุญที่เราจะอุทิศส่วนกุศลไปให้นั้น ต้องอยู่ในภาวะที่จะรับได้ ก็จะได้รับ
* ประการที่ ๓ เราเองที่อยู่ในโลกมนุษย์นี้ ต้องทั้งเต็มใจและตั้งใจที่จะให้บุญนี้ด้วย ถึงเราจะสร้างบุญท่วมฟ้า  แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจไม่เต็มใจให้ เขาก็รับไม่ได้ เหมือนอย่างกับเรามีสมบัติอยู่ในบ้าน  จะรวยเท่าไรก็ตาม ถ้าเราไม่เอ่ยปากอนุญาต ใครก็เอาของของเราไปไม่ได้  มันผิดกฎหมาย เช่นเดียวกันบุญของเรามีมากแต่ยังไม่ได้ตั้งใจอุทิศให้ใคร  คนอื่นก็รับไม่ได้  แต่ถ้าเราตั้งใจเต็มใจให้ เขาก็รับได้  นี้เป็นหลักใหญ่ๆ ในการอุทิศส่วนกุศล ๓ ประการ
การกระทำบุพเปตพลีนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล  ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสาร  กษัตริย์แคว้นมคธ  หลังจากได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาแล้ว บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จึงได้ยกอุทยานสวนไผ่ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา แล้วเลี้ยงพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป  มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน เลี้ยงพระแล้วก็ดีใจ  ชื่นใจ แต่ตกกลางคืนเข้า ได้ยินเสียงเปรตร้องก็ตกใจ  คิดว่าจะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่า รีบเข้าไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสให้ฟังว่า มหาบพิตรอย่าตกใจไปเลย เปรตที่มาร้องกรี๊ดอยู่เต็มวังเสียงลั่นไปหมดนั้นน่ะ  ไม่ได้มาทำเหตุร้ายอะไรให้พระองค์หรอก แต่มาขอส่วนบุญ แล้วทำไมไม่ไปขอคนอื่น  มาขออะไรกับพระองค์  ที่มาขอกับพระองค์เพราะว่า หนึ่งพระองค์มีบุญเยอะ สองเป็นญาติเก่าๆ กัน

แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเล่าเรื่องหนหลังให้ฟังว่า  ย้อนหลังไปเมื่อ ๙๒ กัป  มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบังเกิดขึ้น และพระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แคว้นมคธก็เกิดในชาตินั้น ได้ตั้งใจเลี้ยงพระ ทำนุบำรุงพระอย่างดี และด้วยความที่รักญาติ  อยากจะให้ญาติได้บุญด้วย ก็ไปตามญาติทั้งหมดมาช่วยกันเลี้ยงพระ ใครมีทรัพย์ก็บริจาคทรัพย์ร่วมกัน ใครไม่มีทรัพย์ก็มาช่วยกันหุงข้าว ต้มแกง เลี้ยงพระกัน ทำอย่างนี้อยู่ ๓ ปี
แต่ปรากฏว่าญาติแบ่งออกเป็น ๒ พวก ญาติพวกหนึ่งใจบุญ คนที่มีเงินก็ควักเงินมาร่วมทำบุญด้วย คนที่ไม่มีเงินไม่มีทองก็มาช่วยกันหุงข้าวต้มแกง มาจัดงานเลี้ยงกันเต็มที่  ญาติพวกนี้ละโลกไปแล้ว ไปเป็นเทวดาบ้างก็มี บางคนออกบวชไปเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ชาตินั้นก็มี แต่มีญาติอีกพวกหนึ่ง นอกจากตระหนี่แล้ว  ยังยักยอกเอาทรัพย์เอาข้าวปลาอาหารที่ถวายพระมาเป็นของตัวเสียอีก เข้าทำนองที่เราล้อเลียนกันในปัจจุบันว่า  วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งอะไรทำนองนั้น ผลสุดท้ายญาติพวกนี้ละโลกไปแล้ว ตกนรก พ้นจากนรกแล้วมาเกิดเป็นเปรต
เมื่อมาเกิดเป็นเปรตก็เดือดร้อน ทั้งหิวโหยทั้งทรมาน  หิวอยู่เป็นกัปๆ ต่อมามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในกัปหนึ่ง ก็ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  เมื่อไรจึงจะหมดเวร  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็บอกว่า เจ้าโกงของพระ ยักยอกอาหารของพระอรหันต์ ของพระพุทธเจ้ามา เวรของเจ้ามันหนักนัก ไปรอถามพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าโน่นเถอะ เปรตพวกนี้ก็รอ น้ำตาตกเชียว กว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดแต่ละพระองค์ก็แสนยาก  ไปถามแต่ละพระองค์ๆ ก็บอกว่า ไปถามองค์ข้างหน้าโน่นเถอะเจ้ามันเวรหนักนัก
เป็นอย่างนี้จนกระทั่งมาพบพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงบอกว่า  อีกไม่กี่กัปต่อจากนี้  จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเกิดขึ้นชื่อว่าพระสมณโคดม แล้วญาติของเจ้าที่เจ้าไปโกงสมบัติเขาเอาไว้ตอนเลี้ยงพระนั่นแหละจะมาเกิดเป็นกษัตริย์ชื่อพิมพิสาร  เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะทำบุญใหญ่และอุทิศส่วนกุศลให้กับพวกเจ้า  ตอนนั้นจะพ้นวาระเป็นเปรตกัน เปรตพวกนี้ได้ฟังว่าอีกเป็นกัปๆ ข้างหน้าจึงจะพ้นเวร แม้กระนั้นก็ยังดีใจเพราะยังมีความหวัง
เวลาผ่านไปเป็นกัปๆ เรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวันที่พระเจ้าพิมพิสาร  ถวายอุทยานเวฬุวันให้เป็นเวฬุวันมหาวิหาร เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา และเลี้ยงพระ ๑,๒๕๐ รูปด้วย เปรตพวกนี้ก็มากันเต็มเชียว อดมา ๙๒ กัปคิดว่าวันนี้พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้จะได้หมดเวรและหายหิวเสียที ปรากฏว่าพระเจ้าพิมพิสารแม้ว่าจะเป็นพระโสดาบันแล้ว  แต่เพราะยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ภูมิธรรมยังเป็นขั้นต้นอยู่  และกรรมของเปรตพวกนี้ก็ยังบังจิตท่านอยู่ด้วย  ไม่สา มารถระลึกถึงญาติของตัวเองที่เป็นเปรตได้ นึกถึงญาติเหล่านี้ไม่ออก  เปรตพวกนี้ก็ปรึกษากันว่าขืนเงียบๆ อยู่อย่างนี้  ถ้าพระเจ้าพิมพิสารละโลกไปเสียก่อน เราจะต้องอยู่อย่างนี้ไปอีกกี่กัปกัน ไม่เอาล่ะ  คืนนี้ต้องแสดงให้รู้ว่าญาติของพระองค์อยู่ที่นี่ลำบากกันมาก ตกกลางคืน เปรตพวกนี้ก็เลยร้องลั่นขึ้นมา เพื่อให้พระเจ้าพิมพิสารได้รู้ว่ายังมีญาติที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วพระเจ้าพิมพิสารก็เลยนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอีก ๑,๒๕๐  รูปในวันรุ่งขึ้น  แล้วก็ทำบุญเลี้ยงพระเป็นการใหญ่ แล้วพระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้  เมื่อเปรตพวกนี้อนุโมทนา บุญจากพระเจ้าพิมพิสารก็ไหลเข้าสู่ศูนย์กลางกายของเปรตพวกนี้  พอได้รับบุญเท่านั้น นอกจากจะเป็นสุขขึ้นแล้ว ยังพ้นจากสภาพเปรตไปเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าไปได้ทีเดียว ตามกำลังบุญนั้นๆ มากราบพระเจ้าพิมพิสารกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล วิธีกรวดน้ำและหลักเกณฑ์ต่างๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงให้ว่า
* ผู้ที่จะอุทิศส่วนกุศลต้องมีบุญมาก  ถ้ามีบุญน้อยก็เหมือนกับมีเศษสตางค์นั่นเอง จะแจกใครก็ไม่เต็มที่  จึงต้องทำบุญก่อน
* ผู้ที่ละโลกไปแล้วก็อยู่ในสภาพที่พอจะรับบุญได้
* ผู้รับบุญได้ตั้งใจอนุโมทนาเมื่อเวลาเจ้าของบุญเขาอุทิศส่วนกุศลให้
เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงวันวิสาขบูชานี้ เราได้รำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสั่งสอนอบรมให้พวกเรามีบุญมีคุณธรรม รู้จักละชั่ว ทำดี กลั่นใจให้ใสตลอดมาแล้ว เราจึงไม่ควรลืมว่า กว่าที่เราจะมีความรู้ความดีเหล่านี้ เราได้รับการประคบประหงม ประคับประคอง โอบอุ้มค้ำชูมาจากหลายๆ มือ และเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าเจ้าของมือนั้น แม้จะมีพระคุณต่อเราคนละมากๆ ก็ตาม แต่บางท่านก็เป็นประเภทที่ใจบุญ  บางท่านก็เป็นประเภทบุญปนบาปด้วย ท่านที่เป็นผู้ใจบุญ สร้างบุญของท่านด้วยตนเองมาตลอด ท่านเหล่านั้นก็เอาตัวรอดของท่านได้
แต่ว่ายังมีอีกหลายๆ มือ อีกหลายๆ ท่าน ซึ่งก้ำกึ่ง มีทั้งบุญปนบาปอยู่ในตัว  หรือบางท่านบาปหนักบุญน้อย  บางท่านบุญมากแต่บาปก็พอประมาณทีเดียว ท่านเหล่านี้บางท่านละโลกแล้วไปไม่ดี บางท่านก็ยังก้ำๆ กึ่งๆ เมื่อเป็นเช่นนี้  ในฐานะที่เราเคยได้รับพระคุณจากบุคคลเหล่านั้นมา และเราก็อยู่ในสภาพที่สามารถจะทดแทนพระคุณท่านเหล่านั้นได้  เราก็น่าที่จะต้องหาทางตอบแทนพระคุณกัน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนดีจริงๆ ท่านเหล่านั้นละโลกตายไปแล้วก็ยังอุตส่าห์คิดถึงกันไม่ทิ้งกัน ทำอย่างนี้จึงจะสมกับที่เราได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะเล่าให้ฟัง  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ  ๘-๙ เดือนที่ผ่านมา อุบาสกของเราคนหนึ่งซึ่งเข้าถึงพระธรรมกายมานาน และมีคุณแม่ซึ่งอายุมากแล้ว  แต่ก็สมกับเป็นแม่ชาววัด คือท่านก็เข้าถึงพระธรรมกายมาเป็นปีๆ เหมือนกัน วันนั้นคุณแม่ป่วยหนักลูกชายก็ไปเยี่ยมที่จังหวัดอ่างทอง  แม่พูดว่า แปลกนะลูก ลุงป้าน้าอา แม้แต่พ่อของเจ้าที่ตายไปแล้วตั้งหลายปี นั่นน่ะ เขามาอยู่ที่หน้าบ้านเต็มไปหมดเลย ลูกชายไม่เห็นก็ถามว่า  แม่ไม่ตาฝาดนะ แม่ตอบว่าไม่ฝาด ก็นั่นไง ชี้มือไป  นั่นลุงเอ็งนั่งตรงนั้น พ่อเอ็งอยู่นี่ แม่ชี้มือ  ลูกก็ถามต่อ แม่เห็นชัดนะ ชัดสิ เขาทำอะไรกันบ้างล่ะแม่ ก็คนโน้นนั่ง คนนี้ยืน คนนั้นเขาก็มองหน้าแม่เฉยๆ
เขามาทำอะไรกันนะลูก  แม่ถามลูกบ้าง ลูกชายศึกษาธรรมะมาพอควรทีเดียวก็ตอบแม่ไปว่า  เขาจะมาทำไม เขารู้ว่าแม่บุญเยอะ เมื่อมีชีวิตอยู่พวกเขาเหล่านั้นน่ะไม่ค่อยได้ทำบุญ  ทำกันมาน้อย นิดๆ หน่อยๆ เพราะฉะนั้นตายไปแล้ว  บุญไม่พอจะขึ้นสวรรค์บ้าง บาปไม่พอจะตกนรกบ้าง  พวกเขาอยากจะได้บุญจากแม่นั่นแหละ  จะได้ไปสวรรค์บ้าง เขาจะพูดแม่ก็ไม่ได้ยิน ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลย เก้ๆ กังๆ อยู่นั่น

 
แล้วจะให้แม่ทำไงล่ะ แม่ถาม ลูกชายตอบว่า แม่ก็นึกในใจสิ ไม่ต้องพูดออกมา บอกให้เขานั่งขัดตะหมาด เดี๋ยวจะสอนวิธีเอาบุญให้ พอนึกในใจเท่านั้น  ญาติที่ตายไปแล้วกี่คนกี่คนนั่งกันหมด  แม่ก็หันมาบอกว่า  พวกเขานั่งกันหมดแล้วล่ะ แล้วเอ็งจะให้ทำอย่างไรต่อล่ะ แม่ก็บอกให้เขาภาวนาสัมมา อะระหัง แล้วนึกถึงองค์พระอย่างที่แม่ทำสิ ลองบอกเขาซิ  เขาทำตามไหม  พวกเขาทำแล้วล่ะ
เขาทำแล้วเป็นอย่างไรบ้างแม่  ตัวเขาสว่างขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ  หน้าเขายิ้มกันหมดเลย  แล้วเอ็งจะให้แม่ทำไงอีก แม่ก็บอกให้เขาสัมมา อะระหัง นึกถึงองค์พระให้ต่อเนื่อง  แล้วก็นึกแบ่งบุญให้เขาไปด้วย ที่แม่ได้ตั้งใจทำความดีมาเท่าไรๆ และที่จะทำกันต่อไป พอแม่กระดิกจิตนึกตามไปอย่างนี้ แม่ก็เห็นพวกเขาสว่างโพลงขึ้นมาหมด แล้วหายวับ วับ วับ ไปเลย ลูกบอกว่า พวกเขาไปเป็นเทวดาเป็นนางฟ้ากันหมดแล้ว แม่ดีใจเถอะว่าแม่ได้ทดแทนพระคุณลุงป้าน้าอาเหล่านั้นได้เต็มที่หมด
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ที่เราศึกษามาจากพระไตรปิฎกกับปัจจุบันนี้ตรงกัน ยืนยันกันได้ทั้งปัจจุบันและอดีต  ๒,๕๐๐ กว่าปีว่า หลักธรรมในเรื่องของบุพเปตพลี เรื่องของการทำบุญอุทิศส่วนกุศลนั้นยังเป็นไปได้จริง  และก็ได้ตรวจสอบกับคุณยายแล้ว  คุณยายบอกว่าการที่แม่ของอุบาสกในวัดนี้ทำได้อย่างนั้น  เพราะแม่ของอุบาสกได้นั่งสมาธิต่อเนื่องมาเป็นปี  และตั้งใจอุทิศส่วนกุศลจริงๆ ใจของเขานี่เพ่งจี๋เลย ทำให้ญาติเหล่านั้นซึ่งละโลกไปแล้วได้รับบุญเต็มที่ พอได้รับบุญเท่านั้นเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าปุ๊ปเลยเหมือนกัน และพอเขาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าด้วยอำนาจบุญนั้น  เนื่องจากญาณทัสสนะของคุณแม่อุบาสกนั้นยังแก่กล้าไม่พอจึงไม่ทราบว่าเขาหายไปไหน ถ้าได้ฝึกมากอีกสักหน่อยก็จะเห็นชัดว่า  เมื่อเป็นเทวดาแล้ว กายละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปแล้ว เขากราบผู้เฒ่านั่นน่ะอย่างตั้งใจทีเดียว อ้อ! เทวดาก็กราบมนุษย์เป็นเหมือนกัน ถ้ามนุษย์นั้นมีบุญมากพอ เรื่องก็เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นถามว่าพวกเราที่นั่งกันอยู่ในที่นี้  จะสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ละโลกไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีพระคุณกับเรา สามารถจะทำได้หรือไม่  ขอตอบว่าได้ เพราะว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ นั้นยังเป็นเหมือนเดิม เมื่อ ๒,๕๐๐  กว่าปีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงให้กฎเกณฑ์ไว้อย่างไร  เดี๋ยวนี้กฎเกณฑ์นั้นก็เป็นอมตะ  เป็นความจริงคู่โลกอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นในวันนี้พวกเรามาประชุมพร้อมกัน รำลึกถึงพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาสร้างบุญใหญ่กันเต็มที่อย่างนี้แล้ว ก็ขอให้พวกเราตั้งใจให้ดี
หนึ่ง รำลึกถึงบุญใหญ่ที่เราได้สร้างมาแล้วตั้งแต่เช้านี้  ตั้งแต่นั่งสมาธิ ได้ทำบุญทำทาน ได้ตั้งใจรักษาศีล ได้ถวายสังฆทาน มาตั้งแต่เช้า และที่ท่านที่เคยสร้างพระธรรมกายถวายเอาไว้ในธรรมกายเจดีย์ครั้งนี้  ก็นึกถึงบุญนั้น นั่นเป็นประการหนึ่ง  แล้วตั้งใจอุทิศส่วนบุญนี้ให้กับผู้ที่เรารักเคารพคิดถึง ที่เขาละโลกไปเขียนชื่อตัวบรรจงๆ จะฟ้องถึงความตั้งใจ ทั้งเต็มใจของเราอย่างต่อเนื่องกัน  ว่าเรานั้นทั้งเต็มใจและก็ตั้งใจที่จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา
เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณยายก็มาถึงแล้ว เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยและคณะสงฆ์มาพร้อมกัน เราจะได้ประกอบบุญใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก มีการถวายผ้าป่าสามัคคี ท่านก็จะได้คุมบุญให้กับพวกเรา  ให้พวกเราตั้งใจรำลึกถึงบุญให้ดี แล้วกำหนดจิตนึกถึงท่านเหล่านั้น ให้บุญนี้ไปถึงท่านเหล่านั้นที่ละโลกไปแล้ว ให้เขาได้บุญเยอะๆ ท่านที่ยังอยู่ในสภาพทุกขเวทนาอยู่ ก็ขอให้ได้บุญใหญ่นี้ด้วย ให้พ้นสภาพทรมานนั้นไป ส่วนท่านที่ไปสู่สุคติดีแล้ว  จะเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าดีแล้ว  ก็เพิ่มบุญกันเข้าไปอีก
และสำหรับท่านใดที่คิดว่าจะสร้างบุญใหญ่ ให้กับผู้ที่มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้วให้เต็มที่ อาจจะเป็นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณทวด แม้ที่สุดผู้ที่ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขอะไรกับเรา แต่ว่าเคยมีพระคุณกับเราอย่างมาก  จะนึกอุทิศส่วนกุศลให้เป็นทั่วๆ ไปนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่สมกับพระคุณของท่านเลย อย่างพระคุณของปู่ของย่า ต้นตระกูลที่ตั้งตระกูลมามีบ้านช่องห้องหอ ทิ้งทรัพย์สมบัติให้ลูกหลานตกทอดกันมาตั้งกี่ชั่วคน และเราก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านได้เต็มที่น่ะ  ถ้าครั้งนี้นึกถึงพระคุณของท่านได้แล้ว ตั้งใจเลยทีเดียว ถ้าพระคุณมากขนาดนี้ ปานนี้  สร้างพระธรรมกายประจำตัวให้ท่านสักองค์หนึ่ง  ให้ท่านได้บุญเยอะๆ เกิดไปอีกกี่ภพกี่ชาติเบื้องหน้า  จะได้ไปเกิดอยู่ในวงบุญวงเดียวกัน  จะได้เป็นครอบครัวธรรมกายต่อเนื่องไม่ขาดสาย เป็นต้นแบบของคุณธรรมความดีให้ชาวโลกทั้งโลกกันไปทุกยุคทุกสมัย ถ้าทำอย่างนี้ก็จะได้ดียิ่งขึ้น
ถ้าใครนึกถึงพระคุณท่านใดได้แล้ว  ให้เขียนชื่อเขียนนามสกุลลงไปให้ ครบบริบูรณ์ แล้วนำมาใส่ไว้ในภาชนะข้างหน้านี้ จะได้ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน  หรือถ้าปู่ย่าตาทวดของเราในอดีต ยุคโน้นยังไม่มีนามสกุล ก็เขียนชื่อของท่านด้วยตัวบรรจง แล้วประเดี๋ยวถึงเวลาก็ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ตอนที่คุณยายท่านคุมบุญตอนที่พระกำลังอนุโมทนา ให้พร ถ้าเราทำกันอย่างนี้บุญก็ถึงกันเต็มที่ แล้วก็มีข้อแม้ด้วย ขณะที่อุทิศส่วนกุศลนั้นน่ะ ใจอย่าให้วอกแวกไปไหน
ท่านที่เข้าถึงปฐมมรรคแล้ว  ให้นึกหน้าท่านตัวท่าน ที่เราต้องการจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนั้นน่ะ  ผุดขึ้นมาอยู่ในดวงปฐมมรรคได้ละก็ดีเยี่ยม  ถ้าเราเข้าถึงองค์พระแล้ว  ก็มองให้เห็นทุกท่านที่เราตั้งใจจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อยู่ในกลางองค์พระ  อย่างนั้นบุญไม่มีตกไม่มีหล่น  ท่านเหล่านั้นเมื่อเราอุทิศส่วนกุศลให้แล้ว เขาก็ได้บุญเต็มที่ เช่นเดียวกับที่คุณแม่ของอุบาสกของเราในวัดนี้  ที่เห็นกันชัดๆ เลยว่า อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้ปุ๊ปญาติที่ละโลกไปแล้ว ที่นั่งกันอยู่นั่นแหละสว่างและก็หายวับไปกับตาเลย ไปอย่างนั้นทีเดียว
ใครที่ตั้งใจทำเป็นพิเศษ  สร้างพระธรรมกายเอาบุญให้กับผู้ที่มีพระคุณของเราล่ะก็  ประเดี๋ยวก็ตั้งใจให้ดี เขียนชื่อท่านลงไปแล้วก็ นำไปมอบให้กับทางฝ่ายเจ้าหน้าที่  ถ้าทำอย่างนี้การมาสร้างบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลเป็นบุพเปตพลีในวันวิสาขบูชานี้ก็จะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เราเองก็ได้บุญใหญ่ นึกถึงเมื่อไหร่ก็ชื่นใจ ชุ่มใจเมื่อนั้น ว่าเราเป็นบุคคลที่มีกตัญญูกตเวที เป็นคนดีของโลกที่หาได้ยากในทุกยุคทุกสมัย แล้วบุญใหญ่นี้แหละจะประคับประคองให้เรากับท่านเหล่านั้นได้เกิดไปร่วมสร้างบุญสร้างบารมีกันต่อไปในภายภาคหน้า จะเป็นต้นแบบของบุญต่อไปในอนาคต จะเป็นต้นแบบของคุณงามความดีต่อไปในภายภาคหน้า จะเป็นต้นแบบของวงบุญต่อไปในอนาคต  ไม่ว่าจะบังเกิดในภพไหนๆ ชาติใดๆ เราจะได้ไปเกิดร่วมกัน ไปสร้างบารมีด้วยกันจนกว่าวันเข้าพระนิพพาน.

โดย : พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

Advertisements