วัดพระธรรมกายมีแต่กิจกรรมโชว์ความอลังการ เพื่อสอนให้คนหลงบุญ จริงหรือไม่???

คำถาม :

วัดนี้เน้นแต่ให้คนทำบุญสอนให้คนหลงบุญ

ที่เน้นให้คนมาทำบุญเพราะทางวัดชอบจัดกิจกรรมที่โชว์ความอลังการ  และต้องใช้เงินเยอะ

เช่น กิจกรรมเดินธุดงค์ฯ จริงไหม?

คำตอบ :

ก่อนจะตอบคำถาม  ขอถามกลับถึงคนที่ตั้งประเด็นนี้หน่อยว่า…

ระหว่างสอนให้คนทำบุญ

กับสอนให้คนทำบาปอันไหนดีกว่ากัน???   

ถ้าไม่สอนให้คนทำบุญ!!! คุณคิดว่าเราควรจะสอนให้คนทำอะไร???(สอนให้คนทำบาปอย่างนั้นหรือ!!!)

แล้วที่คุณพูดว่า…ทางวัดสอนให้คนหลงบุญนั้น   คำว่า.. “หลง” ที่ว่าเนี่ย!!! หมายถึง… “หลงใหล” หรือ “หลงลืม” (ที่จะทำบุญ)คือมันมีหลายหลงหน่ะ!!!  เลยอยากรู้ว่ามันคือ “หลง” ไหนกันแน่

อย่างประเด็นที่มีคนพยายามชี้นำว่า…

“วัดพระธรรมกายเน้นให้คนมาทำบุญเยอะๆ เพราะทางวัดชอบจัดกิจกรรมที่โชว์ความอลังการและต้องใช้เงินเยอะ”

ถ้าใครตีประเด็นออกมาในลักษณะนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง  และดูจะมีอคติกับทางวัดไปสักเล็กน้อยบางประการถึงมากมาย  เพราะในความเป็นจริงแล้ว

วัดพระธรรมกายสอนให้คนทำความดีในทุกด้านตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ทั้งทำทานรักษาศีลและเจริญภาวนามาตั้งแต่สร้างวัด

จริงอยู่ที่ทางวัดต้องอาศัยปัจจัยที่ได้มาจากศรัทธาสาธุชนในการจัดกิจกรรมงานบุญที่ส่งเสริมให้คนทำความดีหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา  แต่อย่าลืมว่าทุกงานล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  แล้วด้วยความที่ทางวัดพิมพ์แบงค์เองไม่ได้  ทุกกิจกรรมงานบุญ  ไม่ว่าจะเป็นของทางวัดพระธรรมกายหรือแม้แต่ของวัดไหนๆ

จึงจำเป็นต้องอาศัยศรัทธาของ “ผู้ที่มีดวงปัญญา” ที่มองเห็นประโยชน์ของกิจกรรมที่ทางวัดจัดขึ้น  เมื่อเขามองเห็นประโยชน์  เขาจึงยอมเสียสละทรัพย์ส่วนตัวที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกาย   แล้วมาร่วมกันบริจาคเพื่อเป็นเจ้าภาพในเวลาที่ทางวัดจัดกิจกรรมงานบุญในแต่ละครั้ง (ด้วยความเต็มใจ)

อันที่จริงคนที่ตั้งประเด็นจับผิดเหล่านี้ก็น่าจะรู้ว่า…ทุกอย่างบนโลกไม่ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆ   ยิ่งในยุคสมัยนี้เวลาจะคิดจะทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น    อย่าว่าแต่ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมของวัดพระธรรมกายเลย   แม้แต่คนที่หายใจเข้าออกอยู่ที่บ้าน   หรือแค่นอนเฉยๆ อยู่คนเดียวโดยไม่ทำอะไร    ทุกอนุวินาทีที่ผ่านไปก็ล้วนมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งนั้นแหละ    ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ  ค่าไฟ   ค่าอาหาร  ค่าข้าวของเครื่องใช้จิปาถะสารพัด   เพียงแต่เราจะนำมาขบคิดหรือไม่ก็เท่านั้น

อย่างค่าอาหาร… Input เข้าไป!!! ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย   พอตอน Output ออกมา!!! อย่าคิดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายน่ะ   แค่ฉีดน้ำเพื่อล้างชำระก็มีค่าใช้จ่าย   จะหยิบทิชชู่มาเช็ดสักแผ่นก็มีค่าใช้จ่าย   พอกดชักโครกก็เสียค่าใช้จ่ายอีก   เรียกว่า…ทั้งฉีด  ทั้งเช็ด  ทั้งกดชักโครก…ล้วนมีค่าใช้จ่ายหมด!!!   ขนาดอยู่ตัวคนเดียวยังมีค่าใช้จ่ายขนาดนี้   แล้วถ้ากิจกรรมที่รวมคนมาทำความดีเป็นจำนวนมาก!!!

ลองคิดดูสิว่า…มันจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขนาดไหน   

ตรงนี้คนที่ชอบตั้งประเด็นจับผิดวัดพระธรรมกายเคยคิดกันบ้างหรือเปล่า!!!  หรือคิดแต่จะจับผิดอย่างเดียว  

และในเวลาที่ทางวัดจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีหรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา    หลายคนที่ไม่เข้าใจในเจตนาของทางวัดหรือมีอคติกับทางวัดอาจมองและตีประเด็นไปว่า…

“วัดพระธรรมกายได้หน้าหรือได้ประโยชน์

จากการจัดกิจกรรมเหล่านี้แต่เพียงฝ่ายเดียว” 
แต่ในความเป็นจริงแล้ว…ทุกภาคส่วนล้วนได้ประโยชน์จากกิจกรรมที่ทางวัดพระธรรมกายจัดทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม

อย่างด้านเศรษฐกิจ…เวลาจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีหรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนาในแต่ละครั้ง   เม็ดเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ที่ใช้จัดงาน

 

ยกตัวอย่างเช่น : ในเวลาจัดงานทางวัดจำเป็นต้องใช้เสื่อเป็นจำนวนมาก   ซึ่งเสื่อที่นำมาใช้ทางวัดก็ไม่ได้ทำเอง   สุดท้ายก็ต้องไปหาซื้อเสื่อจากร้านค้า   ร้านค้าก็ต้องไปสั่งมาจากโรงงาน   โรงงานก็ต้องไปจ้างคนงานพร้อมกับหาแหล่งที่ขายวัตถุดิบมาใช้ทำเสื่อ  คนที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบพอได้ออร์เดอร์จากโรงงานก็ต้องไปซื้อปุ๋ย   ซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนส่งให้โรงงาน

เมื่อคนเหล่านี้มีรายได้การใช้จ่ายก็เกิดขึ้น  แต่ละคนก็ต้องมาเสียภาษีให้กับรัฐ   รัฐก็นำเงินภาษีเหล่านี้มาบริหารประเทศและทำประโยชน์ให้กับประชาชน    เรียกได้ว่า…เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ล้วนมีส่วนกลับไปหล่อเลี้ยงคนทุกระดับตั้งแต่ระดับนายกฯ จนกระทั่งรากหญ้า    ที่สำคัญ…เมื่อภาพกิจกรรมส่งเสริมให้คนมาทำความดีออกไปสู่สายตาของชาวโลก (ซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่สื่อต่างชาติคัดเลือกภาพกิจกรรมของทางวัดไปเผยแพร่)

ประเทศไทยก็จะยิ่งเป็นที่รู้จักในทางที่ดีในระดับนานาชาติ    และมีส่วนช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวและนำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น  (อย่างงานตักบาตรพระ 1 หมื่นรูปที่หาดใหญ่ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมปี 58    สามารถดึงดูดชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ให้มาร่วมงานมากถึง 8,000 คน   ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว  ถือว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในตัวเมืองหาดใหญ่ทั้งภาคธุรกิจการโรงแรม   ร้านอาหาร   ร้านค้าเป็นอย่างมาก)

อย่างด้านการเมืองและสังคม…การที่วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว     ถือว่ามีส่วนช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณไปได้เยอะ   ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่า…การสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคมแม้เพียงหนึ่งคน   ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐจะต้องสูญเสียไปกับกระบวนการต่างๆ ในการปราบปรามคนไม่ดี

ยิ่งในยุคที่คนเสื่อมจากศีลธรรมอย่างในยุคปัจจุบันนี้   การสร้างคนดีทีละคนมันคงไม่ทันกาล    ดังนั้น…ทางวัดจึงมุ่งเน้นทำกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีและปลูกฝังศีลธรรมทีละมากๆ (คือ…ต้องว่ากันเป็นหลักหมื่น  หลักแสน  หรือหลักล้านถึงจะเหมาะสมกับยุคที่มนุษย์เสื่อมจากศีลธรรมแบบนี้)   พูดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ “สร้างความสงบสยบความชั่วทั้งหลาย”  ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาด้านศีลธรรมที่ต้นเหตุที่ประหยัดสุดประโยชน์สูง

เพราะฉะนั้น…ใครก็ตามที่ชอบตั้งประเด็นให้คนเข้าใจวัดในทางที่ผิด   อย่ามัวแต่จ้องจับผิด!!! หรือดูแต่ยอดเงินบริจาคที่ศรัทธาสาธุชนนำมาถวายเพื่อร่วมกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีกับทางวัด    เพราะเงินที่เข้ามาสุดท้ายก็ต้องจ่ายออกไป   คนที่ “คิดดีและมีปัญญา” เขาจะมองภาพในส่วนนี้ออก   ส่วนคนที่ “มีปัญญาแต่ไม่ยอมใช้ปัญญาคิดในสิ่งดีๆ” อาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ของกิจกรรมส่งเสริมให้คนทำความดีที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น

ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า…ทุกกระบวนการในการปลูกฝังศีลธรรมสอนคนให้คนละชั่ว  ทำดี  ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั้น  มันมีค่าใช้จ่าย   และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็จะย้อนคืนกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจของชาติ   และกระจายรายได้ไปสู่สังคมตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับรากหญ้า   เรียกได้ว่า…เป็นการกระจายรายได้ในวงกว้างอย่างที่ใครหลายๆ คนคาดไม่ถึง

ดังนั้น…ถ้าคุณหรือใครไม่เคยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการทำความดีของทางวัด   หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่เคยร่วมออกเงินเลยสักบาท    คุณก็ไม่ควรไปปรามาสหรือใช้ถ้อยคำดูแคลนกลุ่มคนที่เขาตั้งใจทำความดี หรือตีประเด็นให้คนในสังคมเข้าใจผิดเหมือนอย่างที่คุณและใครอีกหลายๆ คนกำลังทำกันอยู่ในตอนนี้
อันที่จริง!!! คนที่ตั้งประเด็นเหล่านี้ควรจะชื่นชมและอนุโมทนากับเขาด้วยซ้ำ   เพราะคุณยังทำแบบเขาไม่ได้เลย   มาถึงตรงนี้!!! ขอถามจริงๆ เถอะ “การรวมคนมาทำความดี” มันไม่ดีตรงไหน!!! หรือเพียงแค่คุณไม่ชอบวัดพระธรรมกายก็เลยออกมาต่อต้าน

ถ้าไม่ชอบไม่อยากมาร่วมก็ไม่เป็นไร   ว่าแต่ตัวคุณเคยคิดทำกิจกรรมดีๆ แบบนี้บ้างไหม   หรือถนัดแต่อยู่หน้าคอมแล้วตั้งประเด็นให้คนเข้าใจผิด   นี่มันอาชีพของคุณรึ!!!   นี้มันเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของคุณรึ!!!  คุณใช้สังคมโซเชียลเพื่อตั้งประเด็นใส่ร้ายกันแบบนี้รึ!!!

ทางที่ดี…มาช่วยกันส่งเสริมศีลธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะดีกว่า

แต่ถ้าไม่คิดจะช่วยจริงๆ ก็ให้อยู่เฉยๆ แค่นี้ก็ถือว่าช่วยมากแล้ว  

Advertisements