คำถาม : จริงหรือไม่!!! วัดพระธรรมกาย ชอบสอนว่ายิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก ?

คำตอบ : ก่อนจะอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้   อยากให้ทำความเข้าใจความหมายของคำว่า“บริจาคมาก” เสียก่อน

คำว่ามากในที่นี้!!! ทางวัดไม่ได้มุ่งเน้นไปที่มูลค่าหรือตัวเงินที่แต่ละคนนำมาบริจาค  อีกทั้งทางวัดไม่เคยตั้งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินว่า…ทำบุญหลักสิบ หลักร้อย คือน้อย…ทำบุญหลักพัน หลักหมื่น คือมาก!!!  หรือทำบุญหลักพัน หลักหมื่น คือน้อย…ทำบุญหลักแสน หลักล้าน คือมาก!!!   เพราะคำว่ามากของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน   ยกตัวอย่างเช่น…เงินจำนวน 100 บาทสำหรับใครบางคน (โดยเฉพาะคนที่มีเงินน้อย) อาจดูมีค่ามาก    แต่สำหรับใครอีกหลายๆ คน (โดยเฉพาะคนที่มีเงินมาก) เงินจำนวนนี้อาจดูมีค่าไม่มากสักเท่าไหร่

ดังนั้น  แนวทางที่วัดพระธรรมกายสอนเรื่องการทำบุญหรือบริจาคทานให้กับสาธุชนที่มาทำบุญที่วัด  จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่จำนวนเงินบริจาคว่าจะต้องทำจำนวนมากๆ  แต่สิ่งที่ทางวัดเน้นมากๆ นั่นก็คือ ให้ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชาตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้

 

มาถึงจุดนี้!!! หลายท่านคงอยากจะรู้ว่า

“ทำบุญอย่างไร!!! ถึงเรียกว่าถูกหลักวิชชาและได้บุญมาก”  

คำตอบก็คือ…ต้องทำบุญให้ถึงพร้อมด้วยองค์แห่ง “ทานสมบัติ” ทั้ง 3 ประการได้แก่

  1. ไทยธรรมสมบัติ (หรือวัตถุบริสุทธิ์)  กล่าวคือ วัตถุทานที่นำมาถวายต้องเป็นของบริสุทธิ์ ได้มาอย่างสุจริต ไม่ได้เกิดมาจากการทำผิดศีล (เช่น ไปลักขโมย หรือคดโกงคนอื่นมา เป็นต้น) อีกทั้งวัตถุทานที่นำมาถวายจะต้องไม่น้อมนำให้เกิดอกุศลใดๆ ต่อผู้รับ

(เช่น เอาเหล้าไปมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้อื่นในวาระพิเศษต่างๆ  เป็นต้น)

  1. จิตตสมบัติ (หรือเจตนาบริสุทธิ์)  กล่าวคือ  ผู้ให้มีเจตนาให้ทานด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นบุญกุศล  เชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม  อีกทั้งยังมุ่งให้เกิดความดีงามและความใสสะอาดของจิต  ไม่ได้ทำด้วยจิตที่เจือกิเลส (เช่น ทำเพื่ออวดรวย หรืออยากเด่นอยากดัง เป็นต้น) ซึ่งเจตนาจะบริสุทธิ์อย่างเต็มที่และได้อานิสงส์ผลบุญมาก  ผู้ให้จะต้องรักษาใจให้มีความบริสุทธิ์ครบทั้ง 3 กาลดังนี้ คือ

ก่อนให้ทาน…ต้องรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่จะได้ถวายทาน

ขณะให้ทาน…ต้องทำจิตให้ผ่องใส  รู้สึกยินดีที่ได้ถวายทานนั้น

หลังจากให้ทานแล้ว…ต้องตามตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ทำไปด้วยความปลื้มปีติใจ

  1. เขตสมบัติ (หรือบุคคลบริสุทธิ์) กล่าวคือ  “ปฏิคาหก” (หรือผู้รับทาน) จะต้องเป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้มีศีลประกอบด้วยคุณธรรมและมีศีลาจารวัตรอันงดงาม  ส่วน “ทายก” (หรือผู้ให้ทาน) จะต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลด้วยเช่นเดียวกัน   และด้วยเหตุนี้เอง  จึงมีประเพณีให้สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนที่จะมีการถวายทาน

จากหลักวิชชาในเรื่อง “ทานสมบัติ 3” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้  วัดพระธรรมกายก็สอนให้สาธุชนที่มาแสวงบุญที่วัดทำบุญตามหลักวิชชาดังกล่าวมาโดยตลอด

ไม่เคยมีแม้สักครั้งเดียวที่ทางวัดจะสอนเรื่องการทำทานให้ผิดแผกแตกต่างไปจากคำสอนดั้งเดิมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ส่วนว่าแต่ละคนทำบุญแล้วจะได้บุญมากหรือน้อย  ในส่วนนี้มันขึ้นอยู่กับตัวแปรตามหลัก“ทานสมบัติ 3” ว่า ใครสามารถทำตามหลักวิชชาได้สมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน!!!

ถ้าทำครบสมบูรณ์ตามหลัก “ทานสมบัติ 3” ทุกประการ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ครบทั้ง 3 กาล) ไม่ว่าจะบริจาคทานน้อยหรือมาก อานิสงส์ผลบุญที่ได้รับก็จะมีกำลังมากด้วยกันทั้งคู่

ดังนั้น ในกรณีที่ทำบุญครบองค์แห่งทานสมบัติ 3 สมบูรณ์เท่าๆ กัน   ผลบุญของคนที่บริจาคทานมากกว่า!!! ยังไงก็ย่อมมีกำลังบุญมากกว่าคนที่บริจาคทานน้อยกว่า

ถ้าจะอุปมาให้เห็นภาพ การสั่งสมบุญก็เปรียบเสมือนกับการหว่านพืช ถ้าองค์ประกอบในการเพาะปลูกมีครบและสมบูรณ์ดีทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นมีเมล็ดพันธุ์ดี (เปรียบได้กับมีไทยธรรมสมบัติถึงพร้อม) รวมถึง มีปุ๋ยดี มีดินดี มีน้ำดีและมีอากาศเหมาะสม(เปรียบได้กับเขตสมบัติครบองค์ประกอบทั้งผู้ให้และผู้รับ) อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจ  มีความขยันหมั่นเพียร  และคอยตามดูแลให้ผลผลิตเจริญงอกงาม (เปรียบได้กับเจตนาสมบัติที่เราสามารถรักษาความบริสุทธิ์ของใจครบทั้ง 3 กาล)  คนที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า!!! (เปรียบได้กับคนที่ทำบุญมาก) ยังไงก็ย่อมได้ผลผลิต (ซึ่งก็คือผลบุญ) มากกว่าคนที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย

ฉันใดก็ฉันนั้น!!!  คนที่ทำบุญมากและทำถูกหลักวิชชาครบตามหลักทานสมบัติ 3  ย่อมได้ผลบุญมากกว่าคนที่ทำถูกหลักวิชชาเหมือนกันแต่ทำบุญน้อยกว่า

แต่ถ้าในกรณีที่ทำบุญแล้วองค์ประกอบของ “ทานสมบัติ 3” ไม่ครบหรือไม่สมบูรณ์   บางทีคนที่บริจาคทานน้อยกว่าแต่ทำบุญถูกต้องตามหลักวิชชามากกว่า!!! ก็อาจจะได้ผลบุญมากกว่าคนที่บริจาคทานมากแต่ไม่ได้ทำตามหลักวิชชาก็เป็นได้

ดังตัวอย่างจากพระไตรปิฎกเรื่อง “มหาทุคตะ” ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าจนโคตรๆ ซึ่งต่อมาได้กลับกลายมาเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาล  เพราะเหตุที่มหาทุคตะผู้นี้!!! มีความตั้งใจอยากที่จะสั่งสมบุญด้วยการรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุจำนวน 1 รูป  เพื่อที่บุญดังกล่าวจะได้ไปรื้อผังจนกำจัดความตระหนี่ของตัวเอง  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ในภพชาตินี้ตัวเขาต้องมาเกิดเป็นคนยากจนที่สุดในเมือง (เจตนาบริสุทธิ์)

 

เมื่อเขามีความตั้งใจดีเช่นนี้เขาจึงออกไปทำงานรับจ้างที่บ้านเศรษฐี เพื่อหาภัตตาหารมาถวายแด่พระภิกษุด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง (วัตถุทานบริสุทธิ์)  สุดท้ายพระภิกษุผู้รับทานของเขาก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ที่สุดของบุคคลบริสุทธิ์)

และด้วยผลบุญจากการทำทานครบองค์ประกอบแห่ง “ทานสมบัติ 3” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้รับทานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้มีฝนรัตนชาติที่เป็นเพชรพลอยตกลงมาที่บ้านของเขาสูงท่วมถึงหัวเข่า เรียกได้ว่า…รวยทันตาเห็นภายในวันนั้นเลยทีเดียว!!!

เมื่อเขาละโลกไปแล้วก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์เสวยทิพยสมบัติยาวนานถึง 1 พุทธันดร และในภพชาติสุดท้าย  เมื่อเขาลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง  ผลแห่งบุญก็ได้ส่งผลทำให้เขาได้ไปเกิดอยู่ในตระกูลเศรษฐี  พออายุ 7 ขวบ บุญในตัวของเขาก็ได้กระตุ้นเตือนให้อยากออกบวช ครั้นบวชได้ไม่กี่วัน เขาก็ได้บรรลุธรรมเป็นสามเณรอรหันต์ (ที่มาของเรื่องมหาทุคตะ : พระไตรปิฎกและอรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 41 หน้า 318 ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท  บัณฑิตวรรควรรณนา)

นี่เป็นตัวอย่างของการ “บริจาคน้อย!!! แต่ทำถูกหลักวิชชาจนได้ผลบุญมาก” ที่ชัดเจน  ซึ่งวัดพระธรรมกายก็ได้นำเรื่องราวที่เกี่ยวกับอานิสงส์จากการสร้างทานบารมีอย่างถูกหลักวิชชาของคนทุกระดับชั้น  ที่มีบันทึกในพระไตรปิฎกในลักษณะแบบนี้มาสอนสาธุชนอยู่เสมอๆ

วัดพระธรรมกายไม่ได้มุ่งเน้นไปที่จำนวนเงินหรือมูลค่าของสิ่งของ   หรือสอนให้ทุกคนต้องบริจาคเงินมากๆ เพื่อให้ได้บุญมากๆ แบบขาดสติ หรือสอนให้ทำบุญแบบเจือกิเลสแบบโลกๆ อย่างที่กลุ่มคนที่ไม่รู้จริงแต่ชอบอวดรู้กล่าวหา  เพราะตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ   วัดพระธรรมกายมีแต่สอนให้สาธุชนทุกคนทั้งเก่าและใหม่  ทำบุญให้ครบองค์ประกอบตามหลัก “ทานสมบัติ 3” (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ครบทั้ง 3 กาล) ซึ่งถือเป็นหลักวิชชาสำคัญในการสร้างทานบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อจะได้เป็นเสบียงบุญติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติจนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน

ส่วนว่า  สาธุชนที่เข้ามาแสวงบุญที่วัดเขาจะบริจาคเงินจำนวนเท่าไหร่  ใครจะทำมาก  ใครจะทำน้อย  ใครจะทำเต็มที่เต็มกำลังหรือใครจะทำแบบพอเพียง ใครจะปิดบัญชีทางโลกเพื่อเปิดบัญชีทางธรรมหรือใครจะทำตามที่สบายใจ เรื่องแบบนี้!!! มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความพอใจของสาธุชนแต่ละคนเป็นหลัก   ทางวัดไม่สามารถไปบังคับหรือกะเกณฑ์ความศรัทธาในการบริจาคทานของใครได้

ดังนั้น  ประโยคที่กลุ่มคนซึ่งมีอคติกับวัดพระธรรมกายชอบนำมาตีประเด็นที่ว่า “วัดพระธรรมกายชอบสอนว่ายิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก”   จึงเป็นเพียงประโยคที่ถูกตัดตอนหรือพูดไม่ครบความ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การหยิบยกเอาแต่ “ผลสรุปแค่บางส่วน”  ซึ่งแม้จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตามหลักวิชชาที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น  แต่พอกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายเจตนาหยิบยกเฉพาะประโยคนี้มาบิดประเด็น โดยไม่ได้กล่าวถึง “เหตุที่มา” นั่นก็คือหลักคำสอนของทางวัดที่สอนให้สาธุชนทำบุญตามหลัก “ทานสมบัติ 3”ขึ้นมาพูด  เมื่อคนที่ไม่เคยมาวัดได้ฟังกลุ่มคนที่มีอคติปลุกปั่นสร้างกระแสด้วยรูปประโยคที่ถูกตัดตอนแบบนี้มากเข้าๆ ก็ทำให้มีหลายๆ คนหลงเชื่อและเข้าใจผิดคิดว่าวัดพระธรรมกายสอนให้คนทำบุญแบบนั้นจริงๆ

 

เพราะฉะนั้น…ถ้าใครอยากจะรู้ความจริงว่าวัดพระธรรมกายสอนให้คนทำบุญอย่างที่เขากล่าวหาจริงๆ หรือไม่!!!

ขอเชิญมาดูด้วยตา  มาฟังด้วยหู  และมาสัมผัสด้วยตัวเป็นๆ 

ที่วัดพระธรรมกายจะดีที่สุด   

Advertisements