สังคมไทยกำลังเข้าใจผิด คำว่า “ยึดติด” (ตอนที่2)

นตฺถิ โทสสโม คโห๑
ผู้จับ ที่เสมอด้วยโทสะ ไม่มี

คราวที่แล้วได้อธิบายถึงความตระหนี่ว่าเป็นความยึดติดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้เข้าใจกันว่าความยึดติดเป็นอย่างไร มาคราวนี้จะได้ชี้แจงถึงความยึดติดในลักษณะอื่นๆมาให้ดูกันอีก ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่ยึดติดวัตถุ แต่เป็นความยึดติดทางจิตใจ

ลักษณะของกิเลสอื่นๆที่ตรงกับความยึดติดทางจิตใจ ก็คือความโกรธ ดังที่ได้ยกพุทธพจน์มาแสดงไว้ข้างต้น

ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเปรียบโทสะเป็นผู้จับไว้เช่นนี้ ก็เพราะว่าโทสะเป็นเป็นเครื่องพันธนาการจิตใจทำให้ใจไม่อาจปล่อยวางได้

หากมองตามลักษณะที่เป็นดุจเครื่องพันธนาการทางใจนี้ กิเลสทั้งหมดก็สามารถจะกล่าวได้ว่าเป็นความยึดติดได้เช่นกัน แต่ทว่าพระพุทธเจ้ากลับทรงเจาะจงโทสะว่าไม่มีผู้จับอื่นจะเสมอได้ เพราะโทสะนี้สามารถจับยึดกุมจิตใจได้ ไม่ใช่แค่ในภพชาตินี้เท่านั้น แต่สามารถยึดกุมจิตใจได้ข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว

ความโกรธสามารถยึดจิตใจเราได้มากแค่ไหน ลองดูง่ายๆก็คือ หากเราไม่ชอบใคร ให้ลองแผ่เมตตาให้คนๆนั้นได้ประสบแต่โชคดี มีแต่ความสุขดู ก็จะเข้าใจเองว่ามันยากแค่ไหนที่จะปล่อยวางความโกรธจากใจได้ โทสะมันยึดจิตใจเราได้มั่นอย่างนี้ นี่เพียงแค่โทสะระดับที่ยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ถ้าเป็นโทสะระดับที่รุนแรง ก็ถึงขึ้นจองล้างจองผลาญกันข้ามภพข้ามชาติเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือพระเทวทัต ผู้ซึ่งผูกเวรกับพระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นพ่อค้าชื่อเสรีวะในเรื่องเสรีววาณิชชาดก๒ ผลจากการผูกเวรในภพชาตินั้น ทำให้พระเทวทัตต้องตามก่อเวรกับ พระพุทธเจ้าเสมอมา จนแม้ในชาติที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ธรรมเป็น พระพุทธเจ้า ก็ยังคอยตามเบียดเบียน สร้างบาปมากมายจนถูกแผ่นดินสูบในที่สุด

โทสะสามารถจับเราให้ตามจองเวร สร้างบาปกรรมแก่ตนไม่เว้นแม้แต่ระดับอนันตริยกรรมอย่างที่พระเทวทัตทำ เพียงชาติเดียวที่พระเทวทัตประกาศจองเวรกับพระพุทธเจ้า ทำให้พระเทวทัตต้องสร้างบาปกรรมให้แก่ตัวเองมากมาย ซ้ำร้ายคนที่ตนจองเวรกลับเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้พระเทวทัตต้องทำอนันตริยกรรม ต้องไปตกนรกหมกไหม้ในอเวจีมหานรกนานชั่วกัปชั่วกัลป์ เรียกได้ว่านี่คือความยึดติดที่ติดแน่นทนนานข้ามภพข้ามชาติ ยิ่งกว่ากาวตราช้างซะอีก

นอกจากกรณีของพระเทวทัตแล้ว ยังมีเรื่องของการจองเวรอื่นๆที่ปรากฏในธรรมบทนั่นคือเรื่องของนางยักษิณีนามว่ากาลี๓ ยักษิณีใจโหดที่ตามกินลูกของหญิงสาวคนหนึ่งถึง 2 ครั้งติด เพราะได้จองเวรกันมาในอดีตชาติ โดยทั้งนางยักษิณีและหญิงสาวนางนี้ต่างจ้องฆ่าลูกของอีกฝ่ายในทุกชาติที่เจอกันไม่ว่าจะเกิดเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม โชคดีที่ภายหลังทั้งคู่ได้มาพบเจอ พระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระองค์ จึงสามารถปล่อยวางโทสะในจิตใจลงได้ เลิกจองเวรทำบาปกรรมได้สำเร็จ หากเธอทั้งสองไม่ได้มาเจอพระพุทธเจ้าซะแล้ว ก็จะต้องสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่ายเช่นนี้เรื่อยไปจนสิ้นกัป
ด้วยประการฉะนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ผู้จับ ที่เสมอด้วยโทสะ ไม่มี

นตฺถิ โทสสโม คโห๑
ผู้จับ ที่เสมอด้วยโทสะ ไม่มี

คราวที่แล้วได้อธิบายถึงความตระหนี่ว่าเป็นความยึดติดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้เข้าใจกันว่าความยึดติดเป็นอย่างไร มาคราวนี้จะได้ชี้แจงถึงความยึดติดในลักษณะอื่นๆมาให้ดูกันอีก ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่ยึดติดวัตถุ แต่เป็นความยึดติดทางจิตใจ

ลักษณะของกิเลสอื่นๆที่ตรงกับความยึดติดทางจิตใจ ก็คือความโกรธ ดังที่ได้ยกพุทธพจน์มาแสดงไว้ข้างต้น

ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเปรียบโทสะเป็นผู้จับไว้เช่นนี้ ก็เพราะว่าโทสะเป็นเป็นเครื่องพันธนาการจิตใจทำให้ใจไม่อาจปล่อยวางได้

หากมองตามลักษณะที่เป็นดุจเครื่องพันธนาการทางใจนี้ กิเลสทั้งหมดก็สามารถจะกล่าวได้ว่าเป็นความยึดติดได้เช่นกัน แต่ทว่าพระพุทธเจ้ากลับทรงเจาะจงโทสะว่าไม่มีผู้จับอื่นจะเสมอได้ เพราะโทสะนี้สามารถจับยึดกุมจิตใจได้ ไม่ใช่แค่ในภพชาตินี้เท่านั้น แต่สามารถยึดกุมจิตใจได้ข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว

ความโกรธสามารถยึดจิตใจเราได้มากแค่ไหน ลองดูง่ายๆก็คือ หากเราไม่ชอบใคร ให้ลองแผ่เมตตาให้คนๆนั้นได้ประสบแต่โชคดี มีแต่ความสุขดู ก็จะเข้าใจเองว่ามันยากแค่ไหนที่จะปล่อยวางความโกรธจากใจได้ โทสะมันยึดจิตใจเราได้มั่นอย่างนี้ นี่เพียงแค่โทสะระดับที่ยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ถ้าเป็นโทสะระดับที่รุนแรง ก็ถึงขึ้นจองล้างจองผลาญกันข้ามภพข้ามชาติเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือพระเทวทัต ผู้ซึ่งผูกเวรกับพระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นพ่อค้าชื่อเสรีวะในเรื่องเสรีววาณิชชาดก๒ ผลจากการผูกเวรในภพชาตินั้น ทำให้พระเทวทัตต้องตามก่อเวรกับ พระพุทธเจ้าเสมอมา จนแม้ในชาติที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ธรรมเป็น พระพุทธเจ้า ก็ยังคอยตามเบียดเบียน สร้างบาปมากมายจนถูกแผ่นดินสูบในที่สุด

โทสะสามารถจับเราให้ตามจองเวร สร้างบาปกรรมแก่ตนไม่เว้นแม้แต่ระดับอนันตริยกรรมอย่างที่พระเทวทัตทำ เพียงชาติเดียวที่พระเทวทัตประกาศจองเวรกับพระพุทธเจ้า ทำให้พระเทวทัตต้องสร้างบาปกรรมให้แก่ตัวเองมากมาย ซ้ำร้ายคนที่ตนจองเวรกลับเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้พระเทวทัตต้องทำอนันตริยกรรม ต้องไปตกนรกหมกไหม้ในอเวจีมหานรกนานชั่วกัปชั่วกัลป์ เรียกได้ว่านี่คือความยึดติดที่ติดแน่นทนนานข้ามภพข้ามชาติ ยิ่งกว่ากาวตราช้างซะอีก

นอกจากกรณีของพระเทวทัตแล้ว ยังมีเรื่องของการจองเวรอื่นๆที่ปรากฏในธรรมบทนั่นคือเรื่องของนางยักษิณีนามว่ากาลี๓ ยักษิณีใจโหดที่ตามกินลูกของหญิงสาวคนหนึ่งถึง 2 ครั้งติด เพราะได้จองเวรกันมาในอดีตชาติ โดยทั้งนางยักษิณีและหญิงสาวนางนี้ต่างจ้องฆ่าลูกของอีกฝ่ายในทุกชาติที่เจอกันไม่ว่าจะเกิดเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม โชคดีที่ภายหลังทั้งคู่ได้มาพบเจอ พระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระองค์ จึงสามารถปล่อยวางโทสะในจิตใจลงได้ เลิกจองเวรทำบาปกรรมได้สำเร็จ หากเธอทั้งสองไม่ได้มาเจอพระพุทธเจ้าซะแล้ว ก็จะต้องสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่ายเช่นนี้เรื่อยไปจนสิ้นกัป

ด้วยประการฉะนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ผู้จับ ที่เสมอด้วยโทสะ ไม่มี

นี่คือความยึดติดทางจิตใจที่เราควรศึกษากันไว้ให้ดี ต่อจากความตระหนี่ซึ่งความยึดติดทางวัตถุ ลองพิจารณาดูว่า ความยึดติดที่ว่านี้มีอยู่ในจิตใจของเราไหม?

แน่นอนว่าความโกรธนี้ไม่ว่าใครก็ล้วนมีทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ตรงข้ามเราต้องพยายามที่จะควบคุมไว้ จะได้ไม่หลงไปทำบาปเข้า

สำหรับผู้ที่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ จะสามารถควบคุมความโกรธได้ดีกว่าคนทั่วไป เพราะได้ฝึกละนิวรณ์อยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติธรรม ใจยังมีนิวรณ์แรงกล้า ก็จะตกอยู่ในอารมณ์โกรธได้ง่าย ถ้ามีเรื่องที่ทำให้ขัดเคืองใจก็พร้อมจะ”น๊อตหลุด” ได้ในทันที บางรายเป็นหนักขนาด “โกรธได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล” โกรธผู้อื่นได้แม้เขาจะไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไรให้เลย แต่ก็หาเรื่องทะเลาะ ดูถูก ว่าร้าย ก็มีให้เห็นในสังคมอยู่ไม่น้อย เป็นความโกรธแบบเปิดเผย หรือแอบด่าในใจ คิดร้ายสาปแช่งผู้ที่ตนโกรธ เป็นความโกรธแบบปกปิดก็มีเช่นกัน

ถ้าเรายังมีอาการ “น๊อตหลุด” ดังกล่าวอยู่ แสดงว่าเราไม่ค่อยได้ปฏิบัติธรรมละนิวรณ์เท่าไหร่ ต้องหมั่นปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น เพื่อคลายความยึดติดนี้ลงไปแม้จะไม่ถึงกับตัดได้เด็ดขาด แต่ทำให้เบาบางลงก็ยังดี หากสามารถปล่อยวางความโกรธลงได้ จะทำให้เราจิตใจชุ่มเย็น ไม่รุ่มร้อน มีความสุขใจ ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ โกธํ ฆตฺวา น โสจติ ,
โกธสฺส วิสมูลสฺส มธุรคฺคสฺส พฺราหฺมณ
วธํ อริยา ปสํสนฺติ , ตญฺหิ ฆตฺวา น โสจตีติ .๔

“บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข , ฆ่า
ความโกรธได้แล้ว จึงไม่เศร้าโศก , พราหมณ์
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการฆ่า
ความโกรธอันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน ,
เพราะบุคคลนั้นฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อม
ไม่เศร้าโศก .”๕

แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราเจอผู้อื่นโมโหใส่ ก็ให้ถือโอกาสเอาเป็นกรณีศึกษา “ความยึดติด” ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

แสดงว่าเขาคนนั้นยังยึดติดอยู่ ไม่อาจปล่อยวางได้ จึงต้องประสบความเดือดร้อนในจิตใจ ซึ่งเป็นผลจากความยึดติดของตัวเองนั่นเอง

ปัญหามี ก็แก้ไขกันไป หน้าที่ที่ต้องทำก็ทำต่อไป แต่อย่าไปมีอารมณ์ร่วมกับมัน ใจเราต้องไม่ยึดติดสิ่งใดที่จะทำให้เราต้องเป็นทุกข์ ตรงข้ามเราต้องมีธรรมะในใจให้ใจเราชุ่มเย็น ไม่ถูกกิเลสแผดเผาให้เร่าร้อน

ปล่อยวางกิเลสในใจ ไม่ใช่ทอดทิ้งหน้าที่ที่ควรทำ นี่แหละคือการปล่อยวางที่ถูกต้อง.

๑. พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๔๘
๒. พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๕ หน้าที่ ๑๗๘
๓. พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๐ หน้าที่ ๖๘, พระธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ แปล หน้าที่ ๖๔
๔. ธมฺมปทฏฺฐกถา อฏฺฐโม ภาโคหน้าที่ ๑๒๓ – ๑๒๔
๕. พระธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๘ แปล หน้าที่ ๑๘๙

โดย:เพจ.กรณี ธรรมกาย

Advertisements