เมื่อบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่มีร่องเสียเลยแล้วละก็ อุตส่าห์

พยายาม เหมือนภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นแหละ อุตส่าห์บำเพ็ญ

ทาน ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา

อุตส่าห์ให้ทานตามกาลตามสมัยตามกำลังของตน

อุตส่าห์รักษาศีลให้ดียิ่งขึ้นไป กาย วาจา ใจ ไม่ให้เดือนร้อนใคร ไม่

ให้กระทบกระเทือนใคร

ตัวเองก็ไม่เดือดร้อน ไม่ให้กระทบกระเทือน

คนอื่นก็ไม่ให้เดือดร้อน ไม่ให้กระทบกระเทือน

รักษา กาย วาจา ใจ ไว้เป็นอันดีเรียกว่า ศีล

สุตะ ถึงวันธรรมสวนะก็อุตส่าห์พากันมาสดับตรับฟังพระธรรม

เทศนาอย่างนี้แหละ เหมือนภิกษุ สามเณร ก็อุตส่าห์พากันมาสดับตรับฟัง

พระธรรมเทศนา ทำอย่างนี้เรียกว่า สุตะ

จาคะ กระทบกระเทือนกันบ้างก็ช่างเถิด ให้อภัย ไม่ถือเอาโทษ ไม่

ถือเอาความขุ่นมัว เศร้าหมองอันใด ให้อภัยกันเสียหมดทีเดียว อยู่ด้วยกันตั้ง

ร้อยตั้งพันก็ไม่เป็นไร ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี เพราะให้อภัยซึ่งกันและกัน

ปัญญา รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ สูงและต่ำ ดี

ชั่ว ผิดชอบ เมื่อเราตั้งอยู่ในความเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องมีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้น้อย

ต้องมีใจอย่างนั้น นั่นเรียกว่ามีปัญญา ต้องอยู่ในความโอบอ้อมอารี

เราเป็นผู้น้อย ก็ต้องตั้งอยู่ความเคารพยำเกรงผู้ใหญ่ อย่าถือเอาแต่

ตัวของตัวไม่ได้ หรือไม่เช่นนั้น ผู้ปกครองก็ต้องใจโอบอ้อมอารี

ผู้อยู่ใต้ปกครอง ก็ต้องเคารพยำเกรงต่อผู้ใหญ่ อย่างนี้อยู่เป็นสุขเบิก

บาน สำราญใจ ต้องเคารพ คารวะซึ่งกันและกัน ผู้น้อย ผู้ใหญ่ เป็นลำดับลง

ไป เคารพซึ่งกันและกันตามหน้าที่ ตามพรรษา อายุ ตามคุณธรรมนั้น ๆ

.. พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) กัณฑ์ที่ 22

Advertisements