จนท.ดีเอสไอ พันคดีขายที่ดิน ‘ศุภชัย’ ให้ บ.พิษณุโลกฯ 477 ล้าน.

‘กิตติก้อง คณาจันทร์’ ชิงลาออกแล้ว 2 เดือน ก่อนถูกตั้งคดีพิเศษพันฟอกเงิน 1.6 พันล้าน อ.ก.พ.กรมฯ สั่ง กก.สอบวินัยฯแจ้งทุกข้อหาที่เกี่ยวข้อง ยันไม่กระทบดำเนินคดีอาญา-วินัย

 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นำที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,822 ไร่ ขายให้กับ บริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท

 

(กลางซ้าย) นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานเครือข่ายสมาชิกสหกรณ์ฯ คลองจั่น (กลางขวา) นายกิตติก้อง คณาจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 เป็นการขายเพื่อชดใช้คืนให้กับสหกรณ์ฯ แต่คืนเงินให้สหกรณ์ฯ เพียงแค่ 100 ล้านบาท 

จึงมีการดำเนินการตั้งเป็นคดีพิเศษ
เพื่อสอบในเรื่องของการฟอกเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินไปสิ้นสุดอยู่กับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายกลุ่ม เป็นกลุ่มนายหน้าที่ดิน จำนวน 12 ราย (ปรากฏชื่อบริษัท อินเตอร์อลายแอนซ์กฎหมายฯ) รวมถึงบริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด พบความเสียหาย 1,634,702,875 บาท (ประมาณ 1.6 พันล้านบาท) ด้วย

(อ่านประกอบ : บ.นายหน้า’ณฐพร’โดนด้วย! ดีเอสไอสอบฟอกเงิน 1.6 พันล.ปมขายที่‘ศุภชัย’, INFO: 13 คดียักยอก-ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่นฯในมือดีเอสไอ-เบ็ดเสร็จ 2 หมื่นล., ขมวดเงื่อนปมซับซ้อน! การขายที่ดิน‘ศุภชัย’ 477 ล.ชดใช้หนี้คดีคลองจั่น)

กรณีนี้มีผู้บริหารระดับสูงในดีเอสไอและ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้รับส่วนแบ่งในการขายที่ดินดังกล่าว !!!

โดยดีเอสไอสมัยที่ น.ส.สุวณา สุวรรณจูฑะ ดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เมื่อปี 2557

ปัจจุบันนายกิตติก้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกกรณีหนึ่ง คือ การสอบปากคำพยานโดยไม่มีอัยการเข้าร่วม ซึ่งคณะกรรมการฯได้สรุปผลสอบแล้วนั้น

ล่าสุด นายกิตติก้อง ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากดีเอสไอแล้วเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้

 อย่างไรก็ดีการลาออกดังกล่าวไม่มีผลต่อการสอบทางวินัย และคดีอาญา. 

ส่วนในกรณีที่ ดีเอสไอ ได้แจ้งข้อกล่าวหา “หลวงพ่อธัมมชโย” 

ในการแจ้งข้อกล่าวหา รับของโจร ฟอกเงินกับท่าน มันถูกต้องแล้วหรือ ? ชอบธรรมแล้วหรือ ???

เนื้อหาในคดี 146/2556 
ไม่อาจที่จะแยกมาเป็นคดีใหม่ที่ 27/2559 ได้

 เปิดเผยหมายเรียกต่อสื่อมวลชน แล้วเผยแพร่ไปยังประชาชนจนทั่ว ! ก่อนนำหมายเรียกนั้นนำส่งหลวงพ่อ

 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน !!!

ให้นายมโน เลาหวณิช ซึ่งมีความขัดแย้งกับหลวงพ่อเข้าร่วมประชุม ชี้นำวิธีการจัดการกับหลวงพ่อ 

ทำให้เห็นความไม่น่าไว้วางใจของพนักงานสืบสวนชุดนี้ !

 DSI มีคำสั่งขอความร่วมมือเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี 

แต่ DSI กลับไม่รอผลการประชุม รีบร้อนรวบรัดอย่างผิดปกติ !!

ชาวพุทธขาดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของ DSI 


   ดีเอสไอ มีพฤติกรรมน่าสงสัย ไม่รักษาข้อตกลง และไม่ให้เกียรติการคณะสงฆ์ สนง.พระพุทธศาสนา.

 หลวงพ่อรับบริจาคอยากสุจริตและเปิดเผย !!!เงินทุกบาทใช้ในการก่อสร้างศาสนาสถาน ..

ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีหลักฐานเส้นทางชัดเจน และทางศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ตั้งกองทุนเยียวยาสหกรณ์จนครบจำนวน.  ทางสหกรณ์ได้ทำหนังสือขอบคุณ ไม่ติดใจเอาความทั้งคดีทางแพ่งและอาญา 

เหตุใด DSI จึงติดใจแทนสหกรณ์??

  การดำเนินคดีกับหลวงพ่อนี้ สร้างผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง!!!

   ในการรับบริจาคของวัดและองค์กรต่างๆ อาจถูกดำเนินคดีรับของโจรและฟอกเงินได้เช่นเดียวกัน !!!

 กฎหมาย เรารับได้ !
แต่เรารับผู้ที่ถือกฎหมายมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้!!

เล่ห์เหลี่ยม ดีเอสไอ 
หลอกอัยการใช้หลักฐานเดิม ตั้งคดีใหม่
หลอกว่าหลวงพ่อไม่ป่วย ใบรับรองแพทย์ปลอม แต่ไม่ยอมส่งแพทย์มาตรวจ

หลอกประชาชนว่าต้องรับข้อกล่าวหา ในที่ที่เขากำหนดเท่านั้น
หลอกศาลออกหมายจับ อ้างใบรับรองแพทย์ปลอม

หลอกเจ้าคณะจังหวัดประชุมสามฝ่ายคลี่คลายดคี แต่แอบทำสรุปสำนวนส่งฟ้อง

รู้อย่างนี้แล้ว. จะให้ประชาชนคิดมองดีเอสไอเป็นอย่างไร ??

Advertisements